ที่มาโครงการ

ตั้งใจช่วยให้โลกนี้ดีขึ้น
ในที่สุด
ก็สมควรได้ไปอยู่ในโลกที่ดีขึ้น

พยายามรักษาศาสนาไหน
ในที่สุด
ก็มีสิทธิ์ได้ไปเกิดกับศาสนานั้น

เลขบัญชีมูลนิธิ
ธนาคารกสิกรไทย
020-8-99991-5

ก่อนเกิดมูลนิธิบูรณพุทธ
และโครงการในปี ๒๕๖๐ ของมูลนิธิ

(คลิปขนาดสั้น แสดงรวมทุกโครงการ)

ปี ๒๕๕๗
พวกเรา ช่วยกันทำให้โลกนี้ดีขึ้น
ด้วยการสร้างโรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์
เพื่อให้ชาวอำเภอศรีณรงค์ได้หายป่วย และรอดตาย
ในมือผู้มีจิตวิญญาณความเป็นหมอและพยาบาลอย่างแท้จริง

ปี ๒๕๕๙
พวกเรา ช่วยกันทำให้โลกนี้ดีขึ้น
ด้วยการสร้างพระประธานขนาดหน้าตัก ๕๙ นิ้วอันงดงาม
เป็นทางลัดที่จะสร้างศรัทธาให้แก่ผู้คนเรือนแสนทั่วโลก

แต่พระพุทธศาสนา อยู่รอดไม่ได้แค่ด้วยการสร้างพระประธาน
เพราะแก่นความเป็นพุทธที่แท้
คือการสร้างพระผู้ตื่นรู้ขึ้นมาในตัวเราเอง
ความเป็นพุทธในเราเองนี่แหละ จะเป็นผู้รักษาศาสนาตัวจริง!

นับแต่ปี ๒๕๖๐

๑) เราได้สร้างโรงเรียนแนวพุทธให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา
เพื่อให้เด็กเหล่านั้นกลายเป็นผู้ได้โอกาสทองทางปัญญาแบบพุทธ

๒) เราจะสร้างเมรุมรณสติถวายแด่วัดที่ยังขาดเมรุ
เพื่อแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า
และความยากลำบากในการเผาศพของชาวบ้านแดนไกล

๓) เราจะสร้างแอนิเมชั่น ‘นิทานคิดเองดีเอง’ สำหรับเด็ก
เพื่อให้เด็กๆเลือกข้างดีด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะถูกผู้ใหญ่บังคับ

๔) เราจะสร้างแอนิเมชั่น ‘เจริญสติ’
เพื่อให้พระและนักเจริญสติทั้งหลายได้เห็นกับตาว่า
ประสบการณ์ภายในของการเจริญสติที่ถูกทางเป็นอย่างไร

๕) เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของโครงการพระประธานทั่วหล้า
เราจะสร้างพระปฏิมาทั้งใหญ่และเล็ก
เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแด่ผู้ควรได้เป็นพุทธศาสนิกชน

๖) เราจะสร้างโบสถ์วิหารแบบพอเพียง
หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมแด่ท้องถิ่นที่ขาดโอกาส
เพื่อให้ชาวบ้านได้บวชเรียน
หรืออย่างน้อยมีที่วิเวกได้เจริญสติใกล้ครูบาอาจารย์ดีๆ

๗) เราได้ขุดเจาะน้ำบาดาลในพื้นที่แห้งแล้ง
เพื่อให้วัดที่ขาดน้ำ ได้มีน้ำดื่มน้ำใช้ร่วมกันทั้งพระและชาวบ้าน

สำหรับเพจดังตฤณ
จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิบูรณพุทธ
โดยมีบทความยกจิตรับอรุณทุกเช้าก่อนแปดโมงเช่นเดิม
และจะมีดังตฤณวิสัชนา LIVE ตามโอกาส
เพื่อให้ชาวพุทธร่วมสมัยและยุวชนรุ่นต่อๆไป
ได้รู้จักธรรมะในฐานะของสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้จริง

ขอกราบอนุโมทนาสาธุการ
กับมหาสมุทรแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ในอันที่จะช่วยให้โลกนี้ดีขึ้น
ด้วยการช่วยกันทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองขึ้นกว่าที่เป็นอยู่!

ข่าวสารล่าสุด

เรียบเรียงบทความและโพส
โดย : อ๋อ...ณธนา หลงบางพลี

พระมหากัสสปเถระ
เอตทัคคะในด้านผู้ทรงธุดงควัตร

พระมหากัสสปะ เป็นบุตรของกปิลพราหมณ์
ตระกูลกัสสปะ ในบ้านมหาติฏฐะ แคว้นมคธ
ชื่อเดิมของท่านคือ “ปิปผลิ” แต่คนทั่วไป
มักเรียกท่านตามวงศ์ตระกูลว่า“กัสสปะ”

เมื่อปิปผลิมาณพ อายุได้ ๒๐ ปี
บิดามารดาได้ปรึกษากันว่าจะหาภรรยาให้แก่บุตรชาย
จึงได้มอบเงินและทองให้แก่พราหมณ์ ๘ คน
เพื่อสืบแสวงหาสาวงามที่มีฐานะเสมอกัน

พราหมณ์เหล่านั้น
เที่ยวสืบแสวงหาไปตามเมืองต่างๆ
มาจนถึงสาคลนคร ได้พบธิดาของ
โกลิยพราหมณ์นามว่า “ภัททกาปิลานี” วัย ๑๖ ปี
เป็นที่ถูกอกถูกใจยิ่ง จึงสู่ขอกับบิดามารดาของนาง
ตกลงแล้วได้มอบสิ่งของเงินและทองหมั้น
กำหนดวันอาวาหมงคลแล้ว จึงได้กลับไปแจ้งข่าวสาร
แก่กปิลพราหมณ์

ปิปผลิมาณพ
ได้ทราบข่าวสารนั้นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
เพราะตนไม่มีความปรารถนาจะแต่งงาน
จึงเขียนจดหมายบรรยายความประสงค์ของตนให้นางทราบว่า
“ตนไม่ปรารถนาจะแต่งงาน ขอให้นางจงแต่งงาน
กับชายที่มีชาติตระกูลเสมอกัน และอยู่ครองชีวิตคู่
ด้วยความสุขสำราญเถิด ส่วนข้าพเจ้าจะออกบวช”
เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ก็มอบให้คนใช้สนิท
นำไปส่งให้แก่นางภัททกาปิลานี

แม้นางภัททกาปิลานีก็มีใจตรงกัน
และได้เขียนจดหมายซึ่งมีใจความเหมือนกัน
มอบให้คนรับใช้นำไปส่งให้แก่ปิปผลิมาณพ
บังเอิญคนถือจดหมายทั้งสองฝ่ายมาพบกันระหว่างทาง
ทักทายปราศรัยถามไถ่กิจธุระของกันและกัน
แล้วนำจดหมายทั้งสองฉบับออกอ่าน
ทราบความโดยตลอดแล้ว จึงฉีกทำลายทิ้ง
และเขียนจดหมายขึ้นมาใหม่ บรรยายความรักแก่กันและกัน
แล้วนำไปส่งให้แก่เจ้านายของตน
การอาวาหมงคลระหว่างคนทั้งสองจึงเกิดขึ้น

ภายหลังจากแต่งงานกันแล้ว
การครองคู่ของคนทั้งสองนั้นไม่เหมือนสามีภรรยาคู่อื่น ๆ
เพราะสักแต่ว่าอยู่ร่วมห้องกันเท่านั้น
ต่างก็ไม่มีจิตคิดจะร่วมสังวาสกัน แม้เวลาจะขึ้นเตียงนอน
ก็ขึ้นกันคนละข้าง มีแจกันดอกไม้ตั้งอยู่ตรงกลางเตียง
ตลอดระยะเวลาที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันนั้น
มิได้สัมผัสถูกต้องกันเลย จึงไม่มีบุตรหรือธิดาสืบสกุล

เมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรมแล้ว
ทรัพย์สมบัติและหน้าที่การงานทุกอย่าง
จึงเป็นภาระของสองสามีภรรยา และเนื่องจากตระกูลทั้งสอง
เป็นตระกูลมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก เมื่อรวมสองตระกูล
เข้าเป็นตระกูลเดียวกันแล้วทรัพย์สมบัติก็ยิ่งมากมายมหาศาล
มีสัตว์เลี้ยงและคนงานจำนวนมาก

สองสามีภรรยาต้องบริหารสั่งการทุกอย่าง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ปิปผลิกำลังตรวจดูทาส
และกรรมกรทำงานอยู่ในไร่นา ได้เห็นนกกาจิกกินสัตว์น้อย
มีไส้เดือนเป็นต้น ก็รู้สึกสงสารและสลดใจ
ที่สัตว์เหล่านั้นต้องตายเพราะตนเป็นเหตุ

ส่วนนางภัททกาปิลานี
ก็ให้คนนำเมล็ดถั่วงาออกมาตากที่ลานหน้าบ้าน
เห็นหมู่นกกามาจิกกินตัวหนอนและแมลงต่างๆ
ก็เกิดความสงสารและสลดใจเช่นกัน

เมื่อสองสามีภรรยามีโอกาสอยู่กันตามลำพัง
ได้สนทนาถึงเรื่องความในใจของกันและกันแล้ว
จากนั้นทั้งสองก็มีความคิดตรงกันว่า
“ผู้อยู่ครองเรือน แม้จะไม่ได้ลงมือทำการงานเอง
แต่ก็ต้องคอยรับบาปที่ทาสและกรรมกรทำให้”

จึงเกิดความสลดสังเวชใจในอกุศลกรรมที่เกิดขึ้น
อันเกิดจากทรัพย์สมบัติและบริวารที่มีอยู่
ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เป็นไปเพื่อการพ้นจากทุกข์เลย
มิหนำซ้ำกลับทำให้เกิดโทษภัยมากยิ่งขึ้น
ถึงจะเวียนว่ายตายเกิดอีกสักพันชาติก็คงไม่พ้นทุกข์
จึงเกิดความเบื่อหน่ายเพศฆราวาสและพร้อมใจกัน
สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ญาติและบริวารจนหมดสิ้น

ส่วนทั้งสองสามีภรรยาพากันออกบวช
จัดหาผ้ากาสาวพัสตร์และบริขาร
พากันปลงผมแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์
อธิษฐานเพศบรรพชิตบวชอุทิศต่อพระอรหันต์ในโลก
แล้วเดินร่วมทางกันไป พอถึงทางสองแพร่งจึงแยกทางกัน
ปิปผลิไปทางขวา ส่วนนางภัททกาปิลานี ไปทางซ้าย

นางเดินทางไปพบสำนักปริพาชก
แล้วได้เข้าไปขอบวชในสำนักนั้น
เนื่องด้วยขณะนั้น พระผู้มีพระภาค
ยังมิได้ทรงอนุญาตให้สตรีบวชในพระพุทธศาสนา
ต่อเมื่อพระนางปชาบดีโคตรมีได้บวชแล้ว
นางจึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระเถระ
ศึกษาพระกรรมฐาน บำเพ็ญวิปัสสนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

ปิปผลิ เดินทางไปตามลำดับ
ได้พบพระผู้มีพระภาคเสด็จประทับที่ภายใต้ร่มไทร
ระหว่างกรุงราชคฤห์กับนาลันทา เห็นพุทธจริยา
น่าเลื่อมใส แปลกกว่านักบวชอื่นๆ ที่ตนเคยพบมา
ปลงใจเชื่อว่าต้องเป็นพระอรหันต์แน่นอน
จึงน้อมกายกราบถวายบังคมแทบพระบาท
กราบทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา

พระพุทธองค์
ประทานการอุปสมบทด้วยวิธีให้รับโอวาท ๓ ข้อ เรียกว่า
“โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา”โอวาท ๓ ข้อนั้นคือ
๑) กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจักตั้งความละอาย
และความเกรงใจไว้ในภิกษุทั้งที่เป็นพระเถระผู้เฒ่า
ผู้มีพรรษาปานกลาง และทั้งผู้บวชใหม่
๒) กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจักฟังธรรม บทใดบทหนึ่ง
อันประกอบด้วยกุศล ด้วยความตั้งใจฟังโดยเคารพ
และพิจารณาจดจำเนื้อความธรรมบทนั้น
๓) กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจะไม่ละสติไปในกาย
คือ พิจารณากายเป็นอารมณ์ โดยสม่ำเสมอ

เมื่อท่านอุปสมบทแล้ว
ทำความเพียรไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตผล
หลังจากอุปสมบทได้ ๘ วัน พุทธบริษัททั้งหลาย
รู้จักท่านในนาม “พระมหากัสสะ”

ท่านได้ช่วยรับภารธุระอบรมสั่งสอน
พระภิกษุและพุทธบริษัทอื่นๆ จนมีภิกษุเป็นบริวารจำนวนมาก
ท่านมีปกติสมาทานธุดงค์ ๓ ประการ อย่างเคร่งครัด คือ
๑) ถือการนุ่งห่มบังสุกุลเป็นวัตร
๒) ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
๓) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

เพราะการปฏิบัติในธุดงค์คุณทั้ง ๓ ประการนี้อย่างเคร่งครัด
พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง"ผู้ทรงธุดงควัตร"

นอกจากนี้
พระบรมศาสดายังทรงยกย่องท่าน
ในทางอื่นๆ อีกหลายประการ กล่าวคือ
ครั้งหนึ่ง ท่านติดตามพระพุทธองค์ไปประทับที่
ภายใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง ท่านได้พับผ้าสังฆาฏิของท่าน
เป็น ๔ ชั้นแล้วปูถวายให้พระพุทธองค์ประทับนั่ง

พระพุทธองค์ตรัสว่า
“กัสสปะ ผ้าสังฆาฏิของเธอนุ่มดี”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์ทรงใช้สอยเถิดพระเจ้าข้า”
“กัสสปะ แล้วเธอจะใช้อะไรทำสังฆาฏิเล่า”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมื่อข้าพระองค์ได้รับจากพระองค์
ก็จะใช้เป็นสังฆาฏิพระเจ้าข้า”

ครั้นแล้ว พระบรมศาสดาได้ประทานผ้าสังฆาฏิของพระองค์
ซึ่งเก่าคร่ำคร่าให้แก่ท่าน แล้วทรงยกย่องท่านอีก ๔ ประการคือ
๑) กัสสปะ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอด้วยตถาคต
เป็นผู้มักน้อยสันโดษภิกษุทั้งหลายควรถือเป็นแบบอย่าง
๒) กัสสปะ เมื่อเธอเข้าไปใกล้ตระกูลแล้ว
ชักกายและใจออกห่าง ประพฤติตนเป็นคนใหม่ ไม่คุ้นเคย
ไม่คะนองกาย วาจา และใจ ในสกุลเป็นนิตย์
จิตไม่ข้องอยู่ในสกุลนั้น ตั้งจิตเป็นกลางว่า
“ผู้ใคร่ลาภจงได้ลาภ ผู้ใคร่บุญจงได้บุญ
ตนได้ลาภแล้วมีจิตเป็นฉันใด ผู้อื่นก็มีใจเป็นฉันนั้น”
๓) กัสสปะ มิจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา แสดงธรรมแก่ผู้อื่น
๔) ทรงแลกเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิกับท่านไปใช้สอย
ทรงสอนภิกษุให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ โดยยกพระมหากัสสปะ
ขึ้นเป็นตัวอย่าง

ครั้งหนึ่ง พระเถระพักอยู่ที่ถ้ำปิปผลิ
เข้าฌานสมาบัติอยู่ ๗ วัน ออกจากฌานแล้ว
เข้าไปบิณฑบาต ในบ้านหญิงสาวคนหนึ่ง
เห็นพระเถระแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส
ได้นำข้าวตอกใส่บาตรพระเถระ แล้วตั้งความปรารถนา
ขอเข้าถึงส่วนแห่งธรรมที่พระเถระบรรลุแล้ว
พระเถระกล่าวอนุโมทนาแก่เธอแล้วกลับยังที่พัก

ฝ่ายนางกุลธิดานั้นมีจิตเอิบอิ่มด้วยทานที่ตนถวาย
ขณะเดินกลับบ้านถูกงูพิษกัดตาย และ ได้ไปเกิด
เป็นเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นามว่า“ลาชา”
ซึ่งแปลว่าข้าวตอก มีวิมานทองประดับด้วยขันทอง
ห้อยอยู่รอบๆวิมาน ในขันนั้นเต็มด้วยข้าวตอกทองเช่นกัน

นางมองดูสมบัติทิพย์ที่ตนได้
แล้วก็ทราบว่าได้มาเพราะถวายข้าวตอกแก่พระมหากัสสปะ
ซึ่งเป็นบุญเพียงเล็กน้อย นางต้องการที่จะเพิ่มผลบุญ
ให้มากยิ่งขึ้น จึงลงจากเทวพิภพ เข้าไปปัดกวาดเสนาสนะ
และบริเวณที่พักของพระเถระ จัดตั้งน้ำใช้น้ำฉัน
เสร็จแล้วกลับยังวิมานของตน

พระเถระคิดว่ากิจเหล่านี้
คงจะมีพระภิกษุหรือสามเณรมาทำให้
ในวันที่สองที่สาม นางเทพธิดามาทำเหมือนเดิม
แม้พระเถระก็คิดเช่นเดิม แต่พระเถระได้ยินเสียงไม้กวาด
และเห็นแสงสว่างจากช่องกลอนประตูจึงถามว่า“นั่นใคร”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเทพธิดาชื่อลาชา
เป็นอุปัฏฐายิกาของท่าน”

พระเถระคิดว่า
หญิงผู้เป็นอุปัฏฐากของเราชื่ออย่างนี้ไม่มี
จึงเปิดประตูเห็นนางเทพธิดา กำลังปัดกวาดอยู่
จึงสอบถามทราบความโดยตลอดตั้งแต่ต้นแล้ว
จึงกล่าวห้ามว่า “กิจที่เธอทำแล้วก็ถือว่าแล้วกันไป
ต่อแต่นี้เธอจงอย่างมาทำอีก เพราะในอนาคต
จะมีพระธรรมกถึกยกเอาเหตุนี้เป็นตัวอย่าง
อ้างแก่พุทธบริษัททั้งหลายว่า“พระมหากัสสปะมีนางเทพธิดา
มาปรนนิบัติใช้สอย ดังนั้น เธอจงกลับไปเถิด”

นางเทพธิด้านอ้อนวอนช้ำแล้วช้ำเล่า
ว่าขอพระคุณเจ้าอย่างทำให้ดิฉันประสบหายนะเลย
ขอให้ดิฉันได้ครองสมบัติทิพย์นี้ตลอดกาลนานเถิด
พระเถระเห็นว่านางเทพธิดาดื้อดึงไม่ยอมฟังคำ
จึงโบกมือพร้อมกล่าวขับไล่นางออกไป
นางลาชาเทพธิดาไม่สามารถดำรงอยู่ได้
จึงเหาะขึ้นไปบนอากาศ ยืนประนมมือร้องไห้
เสียดายที่ไม่มีโอกาสทำทิพยสมบัติของตนให้ถาวรได้

ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ยินดีในการอยู่ป่า มักน้อย สันโดษ
ประวัติของท่านจึงไม่ค่อยโดดเด่น เป็นที่รู้จักกันมากนัก
จวบจนสมัยที่พระบรมศาสดา ปรินิพพานได้ ๗ วัน
ขณะที่ท่านกำลังเดินทางพร้อมด้วยภิกษุบริวารของท่าน
เพื่อไปเข้าเฝ้าประบรมศาสดา ได้ทราบข่าวจากอาชีวกว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ทำให้ภิกษุทั้งหลาย
ที่เป็นปุถุชนพากันร่ำไห้เสียใจ รำพึงรำพันถึงพระบรมศาสดา

แต่มีภิกษุวัยชรานามว่า สุภัททะ พูดห้ามปรามภิกษุเหล่านั้น
มิให้ร้องไห้โดยกล่าว่า“ท่านทั้งหลาย อย่าร้องไห้เสียใจไปเลย
พระพุทธองค์ปรินิพพานเสียได้ก็ดีแล้ว ต่อไปนี้พวกเรา
พ้นจากอำนาจของพระศาสดาแล้ว จะทำอะไรก็ย่อมได้
ไม่มีใครมาบังคับว่ากล่าวห้ามปรามพวกเราอีกแล้ว”

พระเถระ ได้ฟังคำของพระสุภัททะแล้ว
เกิดความสังเวชสลดใจว่า “พระพุทธองค์
ปรินิพพานได้เพียง ๗ วัน ยังมีผู้กล่าวจ้วงจาบล่วงเกิน
พระธรรมวินัยถึงเพียงนี้ ต่อไปภายหน้าก็คงจะหาผู้เคารพ
ในพระธรรมวินัยได้ยากยิ่ง”

ด้วยคำพูดของพระสุภัททะเพียงเท่านี้
หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว
ท่านได้ชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์
ประชุมกันทำปฐมสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัย
ตั้งไว้เป็นหมวดหมู่ เป็นตัวแทนองค์พระบรมศาสดา
ปกครองหมู่สงฆ์ต่อไป ซึ่งในครั้งนั้น
มีพระมหากัสสปะเถระ เป็นประธาน
ทำหน้าที่ซักถามเกี่ยวกับพระธรรมวินัย
พระอุบาลี เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับขอบัญญัติพระวินัย
พระอานนท์ เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับพระสูตร และพระอภิธรรม
ได้กระทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา แห่งภูเขาเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์
โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรู เป็นองค์ศาสนูปถัมภ์
กระทำอยู่ถึง ๗ เดือน จึงสำเร็จ

พระมหากัสสปะเถระ
เมื่อทำหน้าที่เป็นประธานในการทำปฐมสังคายนาแล้ว
ได้พักอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์
ดำรงอายุสังขารถึง ๑๒๐ ปี จึงดับขันธปรินิพาน
... See MoreSee Less

View on Facebook

อาคารเรียนหลังใหม่
ที่พวกเราชาวบูรณพุทธร่วมสร้าง
ให้กับศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา
“แม่ฟ้าหลวง”บ้านขุนสอง
ต.ยางเปียง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่
ใกล้เสร็จพร้อมส่งมอบแล้วครับ

โดยคณะของเรา
จะเดินทางในวันที่ 4-6 ธันวาคมนี้

มีศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่

มูลนิธิบูรณพุทธ
Line ID : @BuranaBuddha

“โครงการสร้างโรงเรียนแดนไกล”

บัญชี มูลนิธิบูรณพุทธ
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนเสรีไทย 46 (สวนสยาม)
ประเภทออมทรัพย์
เลขบัญชี 020-8-99991-5
พร้อมเพย์ เลขผู้เสียภาษี 0993000376056
buranabuddha.org/donation
... See MoreSee Less

View on Facebook

*** ถ้าต้องการดูคลิปความละเอียดสูง
ให้คลิกไอคอนฟันเฟืองแล้วเลือก Quality เป็น HD ***

ด้วยพลังแห่งศรัทธา
และธารน้ำใจอันยิ่งใหญ่
ของพวกเราชาวบูรณพุทธ

จึงได้น้อมถวายน้ำบาดาล
แด่วัดป่าบ้านหนองไร่ ต.หนองสังข์
อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ สำเร็จแล้ว

ขอเชิญทุกท่าน
ที่รับรู้และมีส่วนในบุญนี้
อนุโมทนาในมหากุศลนี้ร่วมกันนะครับ

มีศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่

มูลนิธิบูรณพุทธ
Line ID : @BuranaBuddha

“โครงการเจาะน้ำบาดาล”

บัญชี มูลนิธิบูรณพุทธ
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนเสรีไทย 46 (สวนสยาม)
ประเภทออมทรัพย์
เลขบัญชี 020-8-99991-5
พร้อมเพย์ เลขผู้เสียภาษี 0993000376056
buranabuddha.org/donation

วนโรปสูตรที่ ๗

“...เทวดาทูลถามว่า ชนพวกไหนมีบุญ
เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดสร้างอาราม ปลูกหมู่ไม้
สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน
และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย
ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญ
ในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ฯ...”
... See MoreSee Less

View on Facebook

“งานยิ่งยาก บารมียิ่งมาก”

การเจาะน้ำบาดาล
ณ วัดป่าพัฒนาคีรี บ้านแจ้งทับม้า
ต.นางาม อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

ประสบปัญหา
ขณะที่ดำเนินการขุดเจาะ
ระบบหัวเจาะก็เกิดปัญหาติดขัด
ทีมงานจึงต้องหยุดและออกจากพื้นที่
เพื่อไปดำเนินการแก้ไข

แต่ใจเรายังไม่ท้อครับ
เสร็จแล้วจะกลับมาลุยต่อทันที
เรื่องแค่นี้”เล็กน้อย”มาก
ถ้าเทียบกับผลสำเร็จที่จะได้รับ

เพื่อให้พระคุณเจ้าทุกรูป
ได้ใช้น้ำที่สะอาดให้จงได้
เรามาลุ้นไปด้วยกันนะครับ

มูลนิธิบูรณพุทธ
Line ID : @BuranaBuddha

“โครงการเจาะน้ำบาดาล”

บัญชี มูลนิธิบูรณพุทธ
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนเสรีไทย 46 (สวนสยาม)
ประเภทออมทรัพย์
เลขบัญชี 020-8-99991-5
พร้อมเพย์ เลขผู้เสียภาษี 0993000376056
buranabuddha.org/donation

วนโรปสูตรที่ ๗

“...เทวดาทูลถามว่า ชนพวกไหนมีบุญ
เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดสร้างอาราม ปลูกหมู่ไม้
สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน
และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย
ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญ
ในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ฯ...”
... See MoreSee Less

View on Facebook

“มหากุศลเริ่มขึ้นแล้ว”

การเจาะน้ำบาดาล
ณ วัดป่าพัฒนาคีรี บ้านแจ้งทับม้า
ต.นางาม อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

วัดนี้มีความสำคัญ
เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นวัดเก่า
ของหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต
พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแห่งแดนอีสาน

ปัจจุบันต้องใช้น้ำในสระขุด
และโดยรอบวัดเป็นสวนของชาวบ้าน
น้ำที่ไหลลงมาจึงมีสารพิษปนเปื้อน
น้ำจึงขุ่นและอันตราย หน้าแล้งก็แห้ง

มูลนิธิบูรณพุทธ
ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
จึงดำเนินการให้ในทันที
เพื่อน้อมถวายน้ำสะอาด
แด่พระสงฆ์และผู้ที่มาปฏิบัติธรรม
เรามาลุ้นไปด้วยกันนะครับ
ว่าจะสำเร็จหรือไม่

มีศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่

มูลนิธิบูรณพุทธ
Line ID : @BuranaBuddha

“โครงการเจาะน้ำบาดาล”

บัญชี มูลนิธิบูรณพุทธ
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนเสรีไทย 46 (สวนสยาม)
ประเภทออมทรัพย์
เลขบัญชี 020-8-99991-5
พร้อมเพย์ เลขผู้เสียภาษี 0993000376056
buranabuddha.org/donation

วนโรปสูตรที่ ๗

“...เทวดาทูลถามว่า ชนพวกไหนมีบุญ
เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดสร้างอาราม ปลูกหมู่ไม้
สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน
และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย
ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญ
ในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ฯ...”
... See MoreSee Less

View on Facebook

ตลอดระยะเวลา 3 ปี
ผมได้รับโอกาสจากมูลนิธิบูรณพุทธ
มูลนิธิชลลดาและทีมคืนรอยยิ้มสู่ถิ่นไกล
ให้เดินทางไปบนดอยอมก๋อย จ.เชียงใหม่
จนนับครั้งไม่ถ้วน

สิ่งที่เราต้องเจอทุกครั้งก็คือ
การเดินทางที่แสนยากลำบากมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝน

จากสนามบินเชียงใหม่ถึงอำเภออมก๋อย
ใช้เวลาเหวี่ยงตัวไปมาตามโค้งราว 3 ช.ม.
ตั้งต้นจากพื้นล่าง ตรงอำเภออมก๋อย
ต้องนั่งโยกตัวไปมาบนรถกระบะอ๊อฟโรด
โดยใช้เวลากว่า 3 - 5 ช.ม. จึงจะถึงที่หมาย

ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
มีอาชีพเกษตรกร เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์
อากาศบนดอยนั้น หนาวทั้งปี
เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล
ถึงแม้กลางวันจะร้อนมาก
แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ก็จะหนาวมาก
ดังนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงไม่นิยมอาบน้ำ

กลุ่มของเราขึ้นไปสร้างโรงเรียน
มอบให้กับเด็กๆมากมายหลายหลัง
มอบองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร
ด้วยศาสตร์ของพระราชา ด้านพระพุทธศาสนา
เรานำอาหาร เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น
ไปมอบให้

และที่ขาดไม่ได้ก็คือ
ทีมแพทย์ พร้อมด้วยยารักษาโรค
เพราะคนบนดอยอมก๋อยแห่งนี้
ขาดแคลนเรื่องของการรักษาพยาบาล
การดูแลเอาใจใส่ในด้านสุขภาพ

เวลาที่เขาเจ็บป่วยหนักแต่ละที
ก็จะมีอยู่สองทางเลือกคือ
พยายามบากบั่นไปหาหมอ
โดยการเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่
ดีขึ้นมาหน่อยก็ขับขี่มอเตอร์ไซค์
ดีที่สุดคือ มีรถยนต์กระบะ
ซึ่งก็มีอยู่เพียงไม่กี่ครอบครัวในแต่ละหมู่บ้าน

ดังนั้น
ทุกๆบ้านจะนิยมเลี้ยงหมูเอาไว้
เมื่อไหร่ที่มีคนเจ็บป่วยหนักและต้องเดินทาง
เขาจะนำหมูไปเป็นค่าจ้างสำหรับรถกระบะ
ให้นำคนป่วยไปส่งโรงพยาบาล
ซึ่งวิธีนี้คือ ทางเลือกที่หนึ่ง

ส่วนทางเลือกที่สองก็คือ
“ยอมตายอยู่กับบ้าน”

ในวันนี้
ผมแค่มาบอกให้ทุกท่านได้รู้ว่า
ยังคงมีผู้คนกลุ่มหนึ่งบนโลกใบนี้
ซึ่งเขาอยู่กันที่ดอยอมก๋อย จ.เชียงใหม่
พี่น้องเหล่านี้เป็นชาวไทย-ภูเขา
เป็นพี่น้องร่วมชาติของเรา
เพื่อให้ทุกท่านได้ทราบถึงวิถีชีวิต
รับรู้ถึงความเป็นอยู่ของพวกเขา
ซึ่งมีความแตกต่างจากพวกเรา
จากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเอง

นับจากนี้ไป
ด้วยความเมตตาอันไม่มีประมาณ
ของท่านอาจารย์ดังตฤณ
คุณปุ๋ย...ชลลดา พรหมเดชไพบูลย์
คุณเล็ก...ณรงค์ แม่นปืน
ซึ่งต้องการช่วยเหลือพี่น้องไทยกลุ่มนี้
ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ในวันที่ 4-6 ธันวาคมนี้
เราจะมอบอาคารเรียนหลังใหม่
แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรมไปตามเวลา
ให้แก่เด็กๆ ผู้เป็นอนาคตของชาติ

เราจัดทีมแพทย์และพยาบาล
ยารักษาโรคทั้งหลายที่จำเป็น
เพื่อเข้าไปตรวจรักษาพี่น้องทุกคนถึงบนดอย
เพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นและเบื้องปลาย
เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ยากในโรคภัยต่างๆ

เราเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น
เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ผ้าห่มกันหนาว ฯลฯ

เราเตรียมอาหาร เพื่อให้เขาได้ลิ้มรส
ซึ่งสำหรับเราอาจดูธรรมดา แต่สำหรับเขา
มันสุดวิเศษ เพราะมีโอกาสเพียง“ปีละ 1 ครั้ง”

เราเตรียมทีมสันทนาการ
เพื่อมอบความสุขให้กับเด็กๆ

เราเตรียมทีมเกษตรเพื่อมอบความรู้
ช่วยให้เขาพึ่งพาตนเองได้จากสิ่งรอบตัวที่มี

ในวันนี้...เราทุกคน
สามารถช่วยเหลือพี่น้องเหล่านี้ได้
เริ่มจากหัวใจที่น้อมอนุโมทนาในกุศลนี้
จนถึงร่วมบริจาคทรัพย์อันบริสุทธิ์ของเรา
โดยปราถนาให้พี่น้องชาวไทย-ภูเขา
ได้ปราศจากโรคภัยทั้งหลายที่มาเบียดเบียน
ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สะดวก ปลอดภัย
ด้วยเหตุแห่งกุศลกรรมนี้...ร่วมกัน

ขอเชิญทุกท่าน
ที่รับรู้และมีส่วนในบุญนี้
อนุโมทนาในมหากุศลนี้ร่วมกันนะครับ
“...อ้ายอ๋อ...แห่งท้องทุ่งเทพารักษ์...”

มีศรัทธาร่วมบริจาคได้ที่

มูลนิธิบูรณพุทธ
Line ID : @BuranaBuddha

“โครงการสร้างโรงเรียนบนดอย”

บัญชี มูลนิธิบูรณพุทธ
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนเสรีไทย 46 (สวนสยาม)
ประเภทออมทรัพย์
เลขบัญชี 020-8-99991-5
พร้อมเพย์ เลขผู้เสียภาษี 0993000376056
buranabuddha.org/donation
... See MoreSee Less

View on Facebook

“เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า”

มูลนิธิบูรณพุทธ
เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน
จึงพิจารณาเจาะน้ำบาดาลให้แก่
ร.ร.บ้านเซียมป่าหม้อ อ.แก้งคร้อ​ จ.ชัยภูมิ​
ซึ่งประสพปัญหาขาดแคลน”น้ำ”

นักเรียนและครูเกือบ 200 คน
จะมีน้ำสะอาดใช้อย่างพอเพียงหรือไม่
เรามาลุ้นไปด้วยกันนะครับ

ขอเชิญทุกท่าน
ที่รับรู้และมีส่วนในบุญนี้
อนุโมทนาในมหากุศลนี้ร่วมกันนะครับ

มีศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่

มูลนิธิบูรณพุทธ
Line ID : @BuranaBuddha

“โครงการเจาะน้ำบาดาล”

บัญชี มูลนิธิบูรณพุทธ
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนเสรีไทย 46 (สวนสยาม)
ประเภทออมทรัพย์
เลขบัญชี 020-8-99991-5
พร้อมเพย์ เลขผู้เสียภาษี 0993000376056
buranabuddha.org/donation

วนโรปสูตรที่ ๗

“...เทวดาทูลถามว่า ชนพวกไหนมีบุญ
เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดสร้างอาราม ปลูกหมู่ไม้
สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน
และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย
ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญ
ในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน
ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ฯ...”
... See MoreSee Less

View on Facebook